กลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งที่มีวิชา ทั้งปล้น ฆ่า ข่มขืน ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งมีด ทั้งปืนผาหน้าไม้ต่าง ๆ ก็ไม่ระคายผิว จนกระทั้งเมื่อตำรวจจับได้ต้องประหารหรือฆ่าโดย จับถ่างขาแล้วเอาไม่แหลมสวนทวารจึงตาย พอตำรวจจับโจรกลุ่มนี้ได้นั้นก็เปิดเสื่อดูที่หน้าอก ปรากฏว่าพบลายสักของโจรกลุ่มนี้เหมือนกันหมดก็คือ ลายสักเสือหัวขาด ตำรวจจึงตามหาอาจารย์ที่สักลายเสือหัวขาดนี้เพื่อขอให้เลิกสักให้ลูกศิษย์ ปรากกฎว่าผู้ที่สักลายสักเสือคอขาดนี้เป็นหลวงปู่เจ้าอาวาสที่วัดเขานางนม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ตำรวจจึงขอให้ท่านเลิกสัก จนมีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อไฉนท่านได้เดินทางไปที่ จ.ชลบุรี มีชาวบ้านได้เล่าถึงเรื่องราวของลายสักของหลวงปู่ท่านนี้ให้หลวงพ่อฟัง

หลวงพ่อท่านจึงเดินทางไปกราบท่านและขอเรียนวิชากับท่านที่วัดเขานางนม พอไปถึงพระลูกวัดก็บอกท่านว่าหลวงปู่ท่านอยู่ข้างบนศาลา ซึ่งเป็นที่หน้าแปลกใจคือพอหลวงพ่อท่านขึ้นไปกราบก็ไม่พบหลวงปู่ ท่านจึงลงมาถามพระลูกวัดอีกครั้งพระลูกวัดก็บอกว่าหลวงปู่นั่งอยู่ที่เดิมนั้นแหละ ท่านจึงกลับขึ้นไปอีกครั้งปรากฏว่าหลวงปู่ท่านนั่งยิ้มให้หลวงพ่อ ท่านนั่งกำบังตัวอยู่ตั้งแต่ตอนแรก หลวงพ่อท่านจึงเข้าไปกราบและขอเรียนวิชานี้ ที่แรกนั้นหลวงปู่ท่านจะไม่สอนให้เพราะเห็นว่าลูกศิษย์ที่สักไปเป็นเสือเป็นโจรกันหมด ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของหลวงพ่อไฉนนั้นท่านจึงได้คิดที่จะตั้งเป็นหลักที่ปักไว้ที่ธรณีล่ามโซ่เสือหัวขาดไว้ซึ่งหมายถึง ไม่ทำใครก่อนแต่ใครอย่ามาทำเราก่อน หลวงปู่ท่านจึงสอนให้ เพราะต้นฉบับนั้นเสือหัวขาดจะไม่มีหลักมาปักแล้วล่ามโซ่ไว้ และลายสักเสือหัวขาดนี้เป็นลายแรกที่หลวงพ่อท่านเปิดสักในอำเภอปากช่อง และมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะมาก

หลวงพ่อไฉน ฉนฺทสาโร เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มีความเมตตาต่อศิษย์อย่างมากและยังเป็นพระที่ปฏิบัติดี มีความแตกฉานในวิชาอาคมต่างๆ เช่น อักขระ ยันต์ และวิชาต่างๆไม่ว่าจะเป็น การสักยันต์ ทำตะกรุด ดูดวง ลงทองที่หน้าผาก และเชี่ยวชาญในการเล่นอักขระมากๆ ท่านเป็นลูกศิษย์ในสายของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยทุก ๆ วันจะมีลูกศิษย์ลูกหามากราบนมัสการจากที่ต่างๆอย่างไม่ขาดสาย ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยเป็นกันเองกับลูกศิษย์คุยสนุกสนานพูดตรงไม่ถือเนื้อถือตัว ใครได้มากราบนมัสการก็จะสัมผัสได้ในความเมตตาของท่านที่มีต่อศิษย์ มีความสุขสบายใจกลับไปทุกราย

พุทธคุณของท่านนั้นที่ลูกศิษย์ได้พบเจอกันไม่ว่าใจเป็นในเรื่องของคงกระพัน แคล้วคลาด เจริญก้าวหน้า โชคลาภ เมตามหานิยม มีความศักดิ์ศิษย์ยิ่งนัก หลวงพ่อท่านเป็นคนวัดพระยาไกร เขตยานนาวา กรุงเทพฯ เป็นบุตรของ นายเฉลียว และ นางสมจิตร สงปรีดี มีพี่น้อง 5 คน ท่านเป็นคนที่ 4 เมื่อวัยเด็กท่านชอบเรื่องของพระมาก และศึกษาการเป็นอยู่ของพระ และเมื่ออายุ 15 ปี นั่งกสินทุกอย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่ออายุครบ 21 ปี ท่านก็ได้ไปเป็นทหารจนครบ 2 ปี เมื่อปลดจากทหารท่านก็ได้บวชเป็นพระเมื่อปี 2530 ท่านได้เดินธุดงค์ ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ อ.บึงสามพัน ท่านได้ตำราการทำกสินของหลวงปู่แหวน ที่วัดหินดาดน้อย ท่านจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง และเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่าง ๆ หลายจังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย อุดร ขอนแก่น ศรีสะเกษ และอีกหลายจังหวัด

และเมื่อกลับมาถึงวัดหนามแดง ท่านก็ได้พบเจอกับอาจารย์มานิต อาจารย์มานิตเป็นศิษย์ของอาจารย์ย่ามแดง เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และพระอีก 3 รูป จึงได้เรียนวิชาของหลวงปู่ศุขกับอาจารย์มานิต พระที่เรียนกับอาจารย์มานิต มีหลวงพี่จาบหลวงพี่ทิพ หลวงพี่เม และท่าน ต่างคนต่างได้วิชาคนละแบบกัน และแล้วท่านต้องสึกจากการบวชเป็นพระเพราะไม่มีใครดูแลแม่ เมือปี 31 เมื่อถึงปี 33 ท่านก็ได้บวชอีกครั้ง เพราะท่านไม่ชอบชีวิตของการครองฆราวาส ชีวิตของท่านจึงหวนคืนสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้ท่านมุ่งมั่นในการปฏิบัติมากขึ้น

ในเรื่องของการรื้อภพรื้อชาติ ปลดวิบากกรรมของญาติโยม และเพียรในการฝึกฝนวิชาของหลวงปู่ศุขมากขึ้นจนแตกฉานและเพียรในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ท่านได้เดินทางจากนครสวรรค์ มาที่จังหวัดนครราชสีมาและได้มาอยู่ที่ วัดมิตรภพ ต.กลางดง อ.ปากช่อง ได้ 4 ปี เจ้าคณะอำเภอได้ส่งให้ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสที่ วัดซับสวอง ต.ขนงพระ เมื่อปี 40 ท่านได้เปิดการสักยันต์ในสายของหลวงปู่ศุข จนมีลูกศิษย์มากมายและเป็นที่รู้จักของคนในอำเภอปากช่องและจังหวัดอื่น ๆ มากมาย ท่านเป็นเจ้าอาวาสได้ 10 ปี ท่านก็ได้ลาออกและเดินทางไปอยู่วัดดอยน้อย อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แต่ก็อยู่ได้แค่ครึ่งปี ท่านก็ต้องได้กลับมาอยู่ปากช่องอีกครั้ง เพราะลูกศิษย์ขอให้กลับมา จึงกลับมาอยู่ที่วัดหนองแก ต.วังไทร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และในประมาณปลายปี 2553 ชาวบ้านกระพี้ อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ได้ขอบารมีนิมนต์หลวงพ่อไฉนท่านให้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโพธิ์นิมิตร ชื่อวัดเก่า จนถึงวันนี้จากวัดป่าที่มีเพียงศาลาเก่า ๆ หนึ่งหลังและกุฏิไม้เก่า ๆ ได้กลายมาเป็นวัดที่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง เพียบพร้อมด้วยศาสนสถานต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงปัจจุบันนี้

ประสบการณ์ตอนเดินธุดงค์ การเดินธุดงค์เมื่อปี 30 ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ณ อุทยานน้ำหนาว เมื่อสมัยนั้นยังเป็นป่าดงดิบอยู่เลย ท่านจำได้ว่าตอนเที่ยงวันแทบจะมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลย และอากาศเย็นมากๆ ท่านได้เดินเข้าไปอยู่ในป่าลึกเพื่อฝึกสมาธิให้แกร่งยิ่งขึ้น และขอเรียนวิชากับป่า จนคืนหนึ่งระหว่างที่กำลังปฏิบัติธรรมตามปกติ ในนิมิตมีฤๅษีองค์หนึ่งมาปรากฏและยังมีแนะนำในเรื่องการดูธาตุของ คนหรือพูดอีกอย่างก็คือสอนให้ดูดวงนั้นเอง เรียกว่าตรวจดูธาตุสี่ แต่การสอนของท่าน ๆ เป็นการพูดให้ฟังและจำเอาเองจำจดไม่ใช่จดจำเป็นการเรียนในสมาธิเสร็จแล้วจึงออกจากสมาธิมาจดเป็นอักษร ท่านจึงใช้อยู่ทุกวันนี้

ในสถานที่เดียวกันคือป่าอุทยานน้ำหนาว ระหว่างการเดินอยู่ในป่า ท่านก็เดินในตอนกลางวันพอสี่โมงเย็นก็ต้องหาที่พักใหม่ทุกวันระหว่างที่เดินก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังเดินตามเสือโคร่งอยู่เห็นรอยเท้าอยู่ทางที่จะลงลำธารเป็นลอยขนาดใหญ่กว่ากำปั้นสักหน่อย ลองเอามือแตะดูยังอุ่นอยู่เลย แต่ท่านต้องเดินทางไปเส้นทางนั้น ท่านจึงเดินข้ามลำธารไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วเดินเลี้ยวซ้ายไปซัก 20 เมตร แล้วเลี้ยวขวาอีกที ท่านต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ เดินเบื้องหน้าท่านประมาณ 50 เมตร เมื่อตั้งสติได้ท่านได้ตั้งจิตอธิฐานแผ่เมตตาให้กับเสือ ไม่น่าเชื่อเสือตัวนั้นก็เดินเลี้ยวซ้ายหายไป ท่านจึงเดินทางต่อไป

เมื่อตกตอนเย็นประมาณ 4 ทุ่ม ท่านก็ปักกรดของท่านและทำกิจกรรมต่างๆ และทำสมาธิเช่นเคย ท่านจะมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ติดตัวไปด้วยไว้ทำวัตรสวดมนต์ คืนนั้นท่านก็ทำวัตรสวดมนต์เหมือนเคยและนำพระพุทธมาวางบนแคร่เล็กๆเพี่อสวดมนต์ เมื่อสวดมนต์ก็ทำสมาธิจนดึก ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรลากเข้ามาใกล้กรดเสียงดังแสก ๆ เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จึงลืมตาดูในบริเวณที่นอนต้องจุดไฟไว้หนึ่งกองจึงทำให้มองเห็นงูตัวใหญ่มาก ๆ ตัวหนึ่ง ( ลองกางแขนให้สุดนั้นคือความใหญ่ไม่รวมความยาว) มาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าพระพุทธรูป และแผ่พังพานโน้มหัวลง ทำความเคารพพระพุทธอยู่ 3 ครั้ง แล้วจึงหันไปโดยรอบ เหมือนจะบอกว่าอย่ามายุ่งพระท่านปฏิบัติธรรมอยู่ แล้วงูใหญ่ก็เอาหัวลง ที่ข้างหลังงูมีผู้ชายใส่ชุดขาวผมขาวแก่มากเกล้าผมมวยนั่งอยู่บนหลังงู หนวดเครายาวมาก แล้วงูใหญ่ก็เลี้ยวลอดใต้แคร่ ที่วางพระพุทธรูปไปได้ แคร่ตัวนั้นสูงประมาณครึ่งศอก กว้างครึ่งซอกแต่งูใหญ่เลื้อยผ่านไปได้
น่าประหลาดมาก เดินป่าที่เขาชะเมา จังหวัดระยอง เป็นการเดินป่าที่แสนทุลักทุเล เพราะต้องเดินใต้หน้าผาขึ้นไปข้างบน บางช่วงก็เดินสบาย บางช่วงก็ไต่เถาวัลย์แล้วเหวี่ยงตัวขึ้นไป เมื่อขึ้นถึงข้างบนจะเป็นลักษณะคล้ายทางเดิน ทางด้ายซ้ายมือมีลำธาร ด้านขวามือป่าไผ่ที่หนาทึบมาก ยากที่คนจะเดินเข้าไปได้ อยู่ ๆ ก็มีช้างป่าตัวใหญ่เดินออกจากป่าไผ่ มายืนกินน้ำอยู่ที่ลำธาร ท่านจึงหยุดเดินช้างนั้นหยุดกินน้ำและหันมาทางท่าน แล้วทำท่าเหมือนโกรธกระพือหู แกว่งงวงไปมา ส่งเสียงฟืดฟาดใส่ท่าน ท่านก็หยุดนิ่ง และแผ่เมตตาอีกใจหนึ่งก็กลัว ๆ กล้า ๆ แต่คนเราเมื่อถึงคราวจะตายก็ต้องตาย ถ้าเคยมีกรรมต่อกันมา สักพักช้างก็เดินเข้าไปในป่าไผ่แล้วหายไป ท่านจึงเดินต่อเมื่อมาถึงตรงที่ช้างหายไป ท่านจึงหันหน้าไปดู ธรรมดาต้องมีรอยแหวกของต้นไผ่ แต่กับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ได้พบหลวงปู่คำคนิง ท่านได้มีโอกาสที่จะเดินธุดงค์เป็นประจำ

มีอยู่ปีหนึ่งที่ท่านได้พักอยู่ที่วัดคลองปลัดเปลี่ยง วันหนึ่งขวัญจิต ศรีประจัญ ได้จัดงานทำบุญบ้านหลังใหม่ ที่โยมขวัญจิตได้ซื้อไว้ที่สายบางนา และในวันงานนั้นโยมขวัญจิตได้นิมนต์แต่พระปฏิบัติ มาสวดมนต์หนึ่งในนั้นมีท่านและหลวงพี่หมูอยู่ด้วย เมื่อท่านไปถึงบ้านโยมขวัญจิตบอกว่าหลวงปู่คำคนิงอยู่บนบ้านที่ห้องพระ ท่านจึงได้ขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่ แต่ว่าหลวงปู่ท่านทำสมาธิอยู่จึงไม่รบกวน สักพักหลวงปู่ท่านคลายจากสมาธิ ท่านจึงเข้าไปกราบหลวงปู่คนิงที่ตัก ซึ่งคำแรกที่หลวงปู่คำคนิงพูดท่านพูดกับหลวงพ่อไฉนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “รอมานานแล้ว”และหลวงปู่ท่านช้อนมือของท่านขึ้นแล้วบอกว่า ”อย่าสึกจากพระนะจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในทางพระพุทธศาสนา” แล้วหลวงปู่ก็เอามือของท่านมาจับที่ศรีษะของหลวงพ่อไฉนแล้วจึงเป่าวิชาประสิทธิให้ หลวงปู่ท่านบอกว่าสักวันจะรู้เอง สิ่งที่หลวงปู่ให้คือวิชาหรืออะไรสักอย่างที่ได้จากหลวงปู่คำคนิงซึ่งนั่นก็คือวิชาฤษีแปลงสารในทุ่งใหญ่นเรศวร
เมื่อครั้งที่ท่านเดินธุดงค์เข้าสู่ทุ่งใหญ่นเรศวร จะมีพระหลายรูปบอกท่านว่าเดินธุดงค์ที่ไหนก็ได้ แต่อย่าไปเดินแถวทุ่งใหญ่นเรศวร เพราะพระสงฆ์ไปตายกันมากแต่ท่านก็เข้าไป ไม่ใช่อยากลองดีแต่อยากรู้ว่าที่ตายนั้นอยู่ตรงไหน ท่านคิดว่าคนเราเมื่อถึงคราวตายอยู่ตรงไหนก็ตายถ้าเราเคยตายตรงนั้น มันก็ต้องมาตายตรงที่เดิมจึงทำให้ท่านตัดสินใจเดินธุดงค์ทุ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว หลังจากที่ท่านเดินทางถึงทุ่งใหญ่ยิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้ว่ามีอะไรที่ท่านจะต้องค้นหาและได้เจออีกมาก ในทุ่งใหญ่นั้นมีพระสงฆ์จำนวนมากที่เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เพราะความโลภหรือเพราะความเจ็บป่วยอย่างหนักจนต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ในสถานที่บางที่มีโครงกระดูกหรือเศษจีวรพร้อมทั้งบาตรถูกทิ้งอยู่ เมื่อท่านปักกลดและสวดมนต์ในยามค่ำคืนจะมีเสียงพระสวดมนต์อยู่บริเวณใกล้ ๆ กลดนั้นอย่างมาก ท่านจึงตั้งจิตแผ่เมตตาให้เสียงเหล่านั้นก็จะเงียบหายไป ในทุ่งใหญ่ยังมีพระสงฆ์ที่กลายเป็นฤาษีอีกมาก เพระไม่ได้โกนผมปลงหนวดกันเครา จีวรก็เก่าและขาด เป็นพระสงฆ์ที่มีอภิญญาสูง ๆ อีกมาก พระฤาษีเหล่านั้นหนีความวุ่นวายทางโลก ไม่หวนกลับมาอีก ต่อเมื่อศาสนาใกล้เสื่อม พระเหล่านั้นจะออกจากป่ามาช่วยเหลือศาสนา

จีวรยังไม่ไหม้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา หลวงพ่อไฉนท่านได้เดินทางไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดโนนตากลาง อ.โนนสูง จ.นครราสีมาโดยตอนเย็นของวันนั้นท่านจะต้องปลุกเสกวัตถุมงคลก่อนหลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้นจะเป็นพิธีครอบครูให้กับลูกศิษย์ลูกหา ในขณะที่ท่านทำพิธีนั่งปลุกเสกนั้นท่านจะใช้โอ่งในการใส่น้ำเพื่อทำน้ำมนต์โดยวางไม้กระดานไว้บนปากโอ่งแล้วใช้เทียนใหญ่ขนาดเท่าแขน 2 เล่มวางไว้บนไม้กระดานแล้วจึงเริ่มทำการอธิษฐานจิตปลุกเสกพร้อมกับทำน้ำมนต์ไปด้วย แต่สิ่งที่มหัศจรรย์คาดไม่ถึงก็คือในขณะที่ท่านนั่งหลับตาปลุกเสกอยู่นั้นเทียนเล่มหนึ่งที่ว่างอยู่บนไม้กระดานนั้นไหลลงมาทั้งๆที่ยังมีไฟลุกอยู่ไหลลงมาใส่ท่านแล้ววางทับอยู่ที่จีวรกับขาของท่านในขณะที่เทียนไหลมาอยู่ที่จีวรตรงขาของท่านนั้นไฟยังลุกอยู่แรงมากจนชาวบ้านและพระเจ้าอาวาสที่วัดโนนตากลางนั้นต่างพากันตกใจชาวบ้านยังพากันพูดว่าไฟไหม้
หลวงพ่อไฟไหม้และสังเกตดูท่านนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกท่ามกลางเปลวเทียน
อยู่ได้นานสักพักหลังจากนั้นพระเจ้าอาวาสวัดโนนตากลางจึงได้เดินไปหยิบเทียนออกแล้วนำไปวางไว้ที่เดิมแต่หลังจากที่ยกเทียนออกจากท่านเจ้าอาวาสและชาวบ้านที่ได้เข้าร่วมพิธีนั้นต่างก็ตกใจกันเป็นอย่างมากเพราะบริเวณจีวรและขาของหลวงพ่อไฉนบริเวณที่เทียนไหลมาวางติดจีวรอยู่นั้นไม่มีรอยไหม้แม้แต่นิดเพราะว่าปกติไฟโดนผ้าก็จะต้องไหม้แต่ว่านี่โดนผ้าแล้วคาอยู่ตั้งนานกลับไม่เป็นอะไรเรื่องนี้ทำให้ผู้ที่พบเห็นและเข้าร่วมอยู่ในพิธีรวมถึงเจ้าอาวาสวัดโนนตากลางตกใจและเกิดความศรัทธาในพระอาจารย์ไฉนกันเป็นอย่างมากและทำให้วัตถุมงคลชุดนี้หมดไปอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นน้ำมันว่านที่ท่านเสก เหรียญหลวงปู่พรหมสรรอด และตะกรุด แถมในพิธียังมีการลองโดยใช้มีดกรีดหลังของผู้ที่มีวัตถุมงคลด้วย หลังจากที่ท่านได้ปลุกเสกเสร็จเจ้าอาวาสวัดโนนตากลางยังมาขอดูจีวรของท่านอีกทีเพื่อให้แน่ใจแต่กลับไม่มีรอยไหม้มีเพียงคราบน้ำตาเทียนติดอยู่ที่จีวรของท่าน
ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของหลวงพ่อท่านนั้นเป็นพระที่นิสัยร่างเริง อารมณ์ขัน แต่จะสงบนิ่งและจริงจังในพิธีต่าง ๆ เช่น พิธีพุทธาภิเษก ท่านจะเปลี่ยนเป็นคนละองค์กับเวลาที่อยู่กับลูกศิษย์ลูกหา หากท่านใดมีโอกาสไปเที่ยวขอนแก่น ลองไปกราบท่านที่ อ.บ้านฝาง ซึ่งห่างจากตัวเมืองเพียง 20 กว่ากิโลเท่านั้นคับ
ที่มา: http://www.taharnkla.zocialx.com

Loading...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here