Loading...

วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับธุรกิจน่าสนใจมาฝาก เป็นการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจ ที่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ ได้ถึงกิโลกรัมละหลายพันบาท และที่สำคัญตลาดรับซื้อไม่อั้น ต้องบอกเลยว่าเป็นปลาน้ำจืดราคาแพงที่สุดในโลกหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ถ้าบอกว่าแพงที่สุดในอาเซียนน่าจะได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับชาวเกษตร ที่กำลังคิดอยู่ว่าจะเลี้ยงอะไร เพื่อสร้างรายได้เสริม วันนี้เราจะขอแนะนำ ปลาพลวงชมพู ซึ่งบอกเลยว่าสามารถนำมาขยายพั นธุ์แล้ว นำมาเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจได้ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นลองตามกันมาดูเลย

ปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืด ที่อยู่ตามจังหวัดยะลา โดยลักษณะโดดเด่นของมัน ก็คือ มีเกล็ดเป็นสีชมพู ครีบหลังและครีบหางมันเป็นสีแดง ซึ่งสามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด และเป็นที่นิยมบริโภคในแถบอินโดจีนและมาเลเซีย แต่ก็ยังไม่มีสถาบันไหนสามารถวิจัยกัน เพาะขยายของปลาสายพั นธุ์นี้ได้ และก็ได้มีกฎหมายนั้นห้ามจับจากธรรมชาติมารับประทานอย่างเด็ดขาด ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง เผยว่า ปลาพลวงชมพูนั้นทางด้านกรมประมง ได้เข้ามาทำการศึกษาวิจัยจนสามารถนำมาขยายพั นธุ์ และส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรนั้นเลี้ยงเพื่อเป็นการสร้างรายได้

โดยปลาพวงชมพูนั้นจะมีราคาที่สูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดีและหายาก อีกทั้งปลาพลวงชมพูนั้นแต่ก่อนการขยายพั นธุ์ยาก ซึ่งจะอยู่ในภาวะใกล้สูญพั นธุ์ สำหรับการเลี้ยงปลานั้น ต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา และต้องมีออกซิเจนในน้ำสูง ปลาพวงชมพูเป็นปลาที่ให้ไข่น้อยอยู่ที่ประมาณ เจ็ดร้อยถึงแปดร้อยฟองเท่านั้น เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นแล้วอยู่ประมาณ หนึ่งหมื่นถึงสองหมื่นฟองขึ้นไป และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาพลวงชมพูนั้นเกือบได้สูญพั นธุ์นั่นเอง

จากการทดลองขยายพั นธุ์ จะเห็นได้ว่า เป็นปลาขยายพั นธุ์ยากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น เนื่องจากระยะไข่สุกนั้นได้มีจำนวนน้อย ในการทำวิจัยก็ได้นำปลาพวงชมพูนั้น ไปเลี้ยงในบ่อดิน ที่มีต่อท่อส่งตรงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วก็ปล่อยให้น้ำนั้น มีการไหลผ่านระบายออกไป

จากนั้นก็ทำการปล่อยปลาที่มีขนาดประมาณสองถึงสามนิ้ว ในอัตราห้าตัวต่อบ่อ ส่วนอาหารก็จะใช้อาหารปลาดุกกินให้วันละสองครั้ง เช้า-เย็น และใช้เวลาเลี้ยงอยู่ประมาณ 2-3 ปี ถึงจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลกรัม ซึ่งถึงจะได้ขนาดตามความต้องการของตลาด ปลาพลวงชมพูนั้น จะให้ค่าตอบแทนที่สูงมาก

ซึ่งหากเลี้ยงได้อยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัม ก็สามารถขายได้สูงสุดอยู่ที่ประมาณสามพันบาทต่อตัว ซึ่งในปัจจุบันมีตลาดรับซื้อไม่อั้น จากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน และได้มีการสั่งจองล่วงหน้ามากกว่าหนึ่งปี เพราะว่ากว่าปลาจะโตก็ใช้อายุสองปี ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ได้ศึกษาอย่างต่อเนื่องในการเลี้ยงปลาพลวงชมพู ในบ่อซีเมนต์ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขยายพั นธุ์ปลาพลวงชมพูให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

Loading...