Loading...

โดรน (Drone) หรืออากาศยานไร้คนขับ เป็นหุ่นยนต์ชนิดหนึ่งที่สามารถบินได้ ได้มีผู้นำโดรนไปใช้ในกิจกรรมหลายอย่าง เช่น ในวงการข่าว ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ ที่ต้องการถ่ายภาพในมุมสูง ใช้ในกิจกรรมสำรวจป่าและทรัพยากรป่าไม้ สำรวจต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นความยากลำบากในการที่จะเดินเข้าไปในป่าลึก โดรนจะช่วยในการสำรวจและบันทึกภาพได้เป็นอย่างดี

อากาศยานไร้คนขับ สำหรับพ่นสารอินท รีย์

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมได้วิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์บินได้ สำหรับพ่นสารอินท รีย์หรือสารชี วภัณฑ์เหนือแปลงพืช ร่วมกับสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช เพื่อที่จะให้ผลผลิตที่ได้เป็นเกษตรอินท รีย์ โดยเฉพาะในแปลงผักคะน้า หอม ผักชี นาข้าว และไร่อ้อย วัตถุประสงค์ให้พืชดังกล่าว ซึ่งเป็นพืชอาหารหลักของคนไทย ให้เป็นพืชเกษตรอินท รีย์ ซึ่งจะปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค เพราะโดรนดังกล่าวมีการทำงานที่มีความแม่นยำสูง

เครื่องที่เราพัฒนาขึ้นมานี้ สามารถทำงานได้สองแบบ ใช้รีโมทบังคับก็ได้ หรือจะให้บินโดยอัตโนมัติตั้งโปรแกรมโดยคอมพิวเตอร์ ให้เครื่องร่อนได้โดยไม่ต้องใช้คนบังคับ คุณวิชัย บอก

ความสามารถในการทำงานของโดรน (Drone) ถ้าใช้คนบังคับจะสามารถทำงานได้ครั้งละ 4 ไร่ ซึ่งจะทำงานได้สะดวก ถ้าเป็นพืชแปลงใหญ่ก็แบ่งการทำงานเป็นแปลงเล็กๆ จนครบพื้นที่ที่กำหนด และแนะนำให้เครื่องทำงานในระยะแรกเริ่มครั้งละ 1 ไร่ก่อน เพื่อเราจะได้มองเห็นตัวเครื่องอยู่ในสายตาว่า เครื่องจะบินไปทางไหน หลังจากที่ชำนาญแล้ว เราจะบังคับให้เครื่องทำงานพ่นสารครั้งละ 4 ไร่ ต่อไป

คุณวิชัย กล่าวว่า ครั้งแรกเราจะให้เครื่องร่อน หรือ Drone ถูกบังคับด้วยมือก่อน เมื่อชำนาญแล้วค่อยตั้งโปรแกรมให้บินโดยอัตโนมัติ การทำงานต้องดูทิศทางลมด้วย ถ้าลมแรงเครื่องอาจจะออกไปนอกแปลงพืชเป้าหมาย จะเป็นการพ่นที่เปลืองสารหรือน้ำย าไปเปล่าๆ วิธีใช้งานจะบังคับโดรน (Drone) ให้ลอยอยู่สูงจากแปลงพืช ระยะ 3 เมตร ซึ่งอยู่ในสายตา เราอยู่แล้ว

จากการนำไปทดสอบพ่นสารอินท รีย์ในแปลงผักคะน้า นาข้าว และไร่อ้อย มีความสามารถในการทำงาน 3-5 นาที ต่อไร่ หรือ ประมาณ 50 ไร่ ต่อวัน ซึ่งมีความรวดเร็วกว่าการใช้แรงงานคนที่ใช้เครื่องพ่นสะพายหลัง 5-8 เท่า รวมทั้งมีละอองสารติดที่ใต้ใบมากกว่า เนื่องจากมีแรงลมจากใบพัดช่วยเพิ่มความแรงของสารที่พ่น

กรมวิชาการเกษตรผลิต Drone เพิ่ม ช่วยเกษตรกร

หลังจากต้นแบบสามารถทำงานได้ เกษตรกรได้ขอให้ไปสาธิตการทำงานให้ดู และมีความต้องการให้ไปช่วยพ่นสาร แต่เนื่องจากกรมวิชาการเกษตร มีเพียงเครื่องเดียว ดร. สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร จึงได้อนุมัติงบประมาณให้สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมผลิตเพิ่มอีก 4 เครื่อง ขนาดบรรจุสาร 5 ลิตร จำนวน 3 เครื่อง ทำงานได้ 50 ไร่ต่อวัน และขนาดบรรจุสาร 10 ลิตร 1 เครื่อง ทำงานได้ 100 ไร่ ต่อวัน งบประมาณที่ผลิต เครื่องละ 200,000 บาท

คุณวิชัย บอกว่า ขณะนี้เกษตรกรได้ยืมไปใช้พ่นสาร โดยมีข้อแม้ว่า จะใช้พ่นเฉพาะสารอินท รีย์เท่านั้น และการยืมไปใช้จะต้องมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรไปควบคุมดูแลและแนะนำการทำงานตลอดเวลาที่เกษตรกรยืมไป

คุณวิชัย บอกว่า โดรนที่พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตร มีข้อดีตรงที่เราทำได้เอง ถ้ามีปั ญหาเกิดขึ้นเราจะดูแลแก้ไขได้ง่าย เรามีข้อมูลทางวิชาการมากกว่า การใช้ในแปลงพืชแต่ละชนิด เช่น แปลงผักคะน้า นาข้าว ไร่อ้อย หรือในสวนมะพร้าว การใช้งานแต่ละพืชจะต้องมีการปรับใช้งานให้เหมาะสม

คุณวิชัย กล่าวอีกด้วยว่า ผลการทดสอบการบินของโดรน (Drone) ของกรมวิชาการเกษตร สามารถบินได้สูงถึง 30 เมตร มีกล้อง วิดีโอ ส่งสัญญาณภาพมาที่ภาครับบนพื้นดิน แสดงผลด้วยจอ 6 นิ้ว ควบคุมการทำงานด้วยรีโมท ความถี่ 2.4 กิกะเฮิร์ทซ์ จากผู้ควบคุมภาคพื้นดิน หรือจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบ จีพีเอส จากนั้นได้นำไปทดสอบผลการฉีดพ่นสารชี วภัณฑ์ในแปลงนาข้าวทดลอง ที่มีสภาพแวดล้อมมีความเร็วลม 2.16-2.88 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง อุณหภูมิ 35 องศาเซลซียส ที่ความสูงจากยอดต้นข้าว 2.5 เมตร หน้ากว้างการพ่น 2.5 เมตร มีความสามารถในการทำงาน 4 นาที ต่อไร่

สำหรับการทดสอบพ่นสาร บีที ในแปลงผักคะน้า หอม ผักชี นาข้าว และไร่อ้อย มีความสามารถในการทำงาน 4-5 นาทีต่อไร่ ซึ่งเร็วกว่าการใช้แรงงานคน 5-8 เท่า ทดสอบในสวนชมพู่ ความสูง 3 เมตร ใช้เวลา 10 นาที ต่อไร่ พ่นสารในสวนมะพร้าวน้ำหอม ความสูงเฉลี่ย 11 เมตร ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ต่อไร่

ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาโดรนให้สามารถทำงานได้ 100 ไร่ ต่อวัน และบินได้สูง 30 เมตร สำหรับนำไปใช้งานเกษตรแปลงใหญ่ โดยเกษตรกรจะต้องรวมกลุ่มกันรวมพื้นที่ก็จะได้ประโยชน์จากการใช้โดรนเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเอง

Loading...