ศุภชัย เพียสามารถ เกษตรกรวัย 49 ปีจาก ต.หนองอ้อ อ.หนองวอซอ จ.อุดรธานี ก็อีกคนหนึ่งที่ได้พิสูจน์ตัวเองว่า การยึดอาชีพการเกษตรนั้น ถ้ายึดแบบเดิม ๆ ปลูกพืชเชิงเดียวทำนา แถบเอาตัวไม่รอด รายได้กับรายจ่ายไม่สมดุลกัน และยังนำพาครอบครัวเข้าสู่การเป็นหนี้สิ้นตามมา

ในที่สุดเมื่อปี 2557 ศุภชัย เปลี่ยนแนวคิดใหม่ ตัดสินใจนำพื้นที่กินที่เขามีอยู่ 30 ไร่มาทำเกษตรตามแนว “เกษตรทฤษฎีใหม่” แบบผสมผสาน และยึดหลักการดำรงชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 “แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนคือ 30-30-30-10 ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และยังเลี้ยงกระบือด้วย

เพียง 4 ปี เขาบอกว่า ชีวิตดีขึ้นตามลำดับ หนี้สินหมดไป อยากได้อะไรก็หามาได้ อาหารการกินสมบูรณ์อันเกิดจากผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูก และเลี้ยงไว้ กินทุกอย่างที่ปลูก ปลูกทุกอย่างที่กิน มีรายได้ทุกวัน มีเงินเข้ามาทุกอาทิตย์ ทำให้มีเงินค่าจ่ายเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท และยังมีเงินก้อนเป็นรายปีนับแสนบาทจากการทำนา ปลูกอ้อย และขายควาย ขณะที่รายจ่ายน้อยมาก มีเฉพาะเท่าที่จำเป็นในการดำรงชีพ อาทิ เกลือ น้ำปลา ผงชูรส และน้ำตาล เป็นต้น

“เป็ด ไก่ ก็ออกไข่ทุกวัน พืชผักเหลือกินก็เก็บไปขาย ผลไม้ปลูกไว้หลายอย่างฝรั่ง มะม่วง ได้กินทั้งปี ได้ขายตลอด ในสระได้น้ำรดต้นไม้ ได้ปลากิน และขายบ้างหลายชนิด กล้วยขายได้ทุกอาทิตย์ไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละ 500 บาท บริเวณบ้านร่มรื่น ใช้ชีวิตแบบสบายๆ มีกินทุกวัน ไม่เดือดร้อน พอฤดูเก็บเกี่ยวข้าว อ้อย ก็ได้เงินก้อนมาอีก อยากอะไรก็หามา กะบือมี 5-6 ตัว ขายแต่ละครั้งก็ได้เงินก้อน เพราะราคาดีตกตัวละ 4-5 หมื่นบาท” ศุภชัย เล่าถึงวิถีชีวิต
จากความสำเร็จของ ศุภชัย เพียสามารถ ทางบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เลือกเป็นฐานเรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ เยาวชนวัยกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย 100 ชีวิตที่ร่วม“โครงการคูโบต้า สมาร์มฟาร์มเมอร์ แคมป์ 2018” (KUBOTA Smart Farmer Camp 2018) ภายใต้แนวคิด “คลุก ดิน ฟิน เฟร่อ” ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาด้วย
ที่มา: https://kasettumkin.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here